ประเมินนโยบายงบประมาณคาร์บอน: เคล็ดลับความยั่งยืนที่ไทยต้...

ประเมินนโยบายงบประมาณคาร์บอน: เคล็ดลับความยั่งยืนที่ไทยต้องรู้

webmaster

탄소예산 기반 정책의 지속 가능성 평가 - **Prompt:** "A vibrant, futuristic smart city in Thailand, showcasing advanced sustainable infrastru...

สวัสดีค่ะทุกคน! ในฐานะบล็อกเกอร์ที่ติดตามเทรนด์สิ่งแวดล้อมมาตลอด วันนี้อยากชวนคุยเรื่องสำคัญที่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด นั่นก็คือ “นโยบายงบประมาณคาร์บอน” ค่ะ ฟังดูเป็นเรื่องวิชาการใช่ไหมคะ แต่เชื่อเถอะว่ามันส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของประเทศไทยและโลกของเราเลยนะหลายคนคงเริ่มได้ยินคำว่า “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” หรือ “Net Zero” กันบ่อยขึ้นแล้วใช่ไหมคะ ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นเป้าหมายที่หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยเรากำลังมุ่งมั่นไปสู่ปี 2593 (ค.ศ.

2050) และปี 2608 (ค.ศ. 2065) ตามลำดับ เพื่อแก้ไขวิกฤตโลกร้อนที่นับวันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ. ลองนึกภาพว่าโลกของเรามี “งบประมาณคาร์บอน” จำกัด เหมือนเงินในกระเป๋าที่เราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าใช้เกินก็แย่แน่ๆ ค่ะ นโยบายเหล่านี้ก็เหมือนการวางแผนใช้จ่ายคาร์บอนของเรา เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะยังคงมีโลกที่น่าอยู่สำหรับลูกหลานในอนาคต.

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีคาร์บอนที่กำลังจะเข้ามามีบทบาท, การส่งเสริมพลังงานสะอาด, หรือการจัดการคาร์บอนในภาคธุรกิจ ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกันหมดเลยค่ะการประเมินว่านโยบายเหล่านี้ “ยั่งยืน” จริงไหม สำคัญมากๆ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังครอบคลุมถึงเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของเราทุกคนด้วย ซึ่งประเทศไทยเองก็กำลังเดินหน้าอย่างจริงจังในการผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจสีเขียวและงานสีเขียว.

ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นและอยากรู้มากๆ ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรในระยะยาวถ้าเพื่อนๆ อยากรู้ว่านโยบายงบประมาณคาร์บอนคืออะไร มีผลกับชีวิตประจำวันเรายังไง แล้วเราจะปรับตัวหรือมีส่วนร่วมได้อย่างไรบ้าง บอกเลยว่าห้ามพลาด!

เรามาไขข้อสงสัยนี้ไปพร้อมๆ กันในบทความนี้ได้เลยค่ะ!

เปิดโลกงบประมาณคาร์บอน: ทำความเข้าใจอนาคตประเทศไทย

탄소예산 기반 정책의 지속 가능성 평가 - **Prompt:** "A vibrant, futuristic smart city in Thailand, showcasing advanced sustainable infrastru...
งบประมาณคาร์บอนฟังดูเป็นศัพท์ทางเทคนิคที่ไกลตัว แต่เอาเข้าจริงมันคือเรื่องที่ใกล้ตัวเราทุกคนมากๆ เลยนะ ลองนึกภาพว่าโลกของเรามีปริมาณ “คาร์บอน” หรือก๊าซเรือนกระจกที่สามารถปล่อยออกมาได้จำกัด เหมือนกับงบประมาณที่เราต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้โลกของเราร้อนเกินไปจนส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมด การที่ประเทศไทยเองก็กำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 เนี่ย มันแสดงให้เห็นว่าเราให้ความสำคัญกับปัญหานี้จริงๆ นะ เพราะถ้าเราไม่ทำอะไรเลย อุณหภูมิโลกก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงกว่าเดิมมากๆ เช่น น้ำท่วมหนัก ภัยแล้งยาวนาน หรือพายุที่ถี่ขึ้นจนเราตั้งรับไม่ทัน ฉันเองก็กังวลนะว่าลูกหลานของเราจะต้องเจออะไรบ้างถ้าเราไม่เริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ และเป้าหมายเหล่านี้ก็ไม่ใช่แค่ตัวเลขลอยๆ แต่เป็นการวางแผนเชิงรุกที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราในหลายๆ ด้านเลยล่ะค่ะ

เป้าหมายที่ท้าทายแต่ต้องไปให้ถึง

ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายที่ท้าทายนี้บนเวทีโลกเลยนะ ซึ่งมันหมายถึงความมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ แต่ต้องมีการวางแผนการดำเนินการที่ชัดเจนในทุกภาคส่วน ทั้งภาคพลังงาน การขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการจัดการของเสีย ซึ่งการไปให้ถึงเป้าหมายเหล่านี้ได้สำเร็จ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายจริงๆ ค่ะ ตั้งแต่ภาครัฐที่ต้องออกนโยบายที่เอื้ออำนวย ภาคธุรกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ไปจนถึงประชาชนอย่างเราๆ ที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ฉันเชื่อว่าถ้าทุกคนร่วมมือกัน เรามีศักยภาพที่จะทำได้แน่นอนค่ะ

Carbon Neutrality กับ Net Zero Emissions ต่างกันยังไงนะ?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าสองคำนี้ต่างกันยังไงนะ? Carbon Neutrality หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน คือการที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่างๆ ถูกหักล้างด้วยการดูดซับกลับคืนสู่ธรรมชาติ เช่น การปลูกป่า หรือการใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน พูดง่ายๆ คือ ปล่อยเท่าไหร่ ก็ดูดกลับเท่านั้น ทำให้สุทธิแล้วเป็นศูนย์ ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายนี้ไว้ในปี 2593 แต่ Net Zero Emissions หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์นั้นจะเข้มข้นกว่า เพราะไม่ได้สนใจแค่คาร์บอนไดออกไซด์ แต่รวมถึงก๊าซเรือนกระจกทุกชนิด เช่น มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และกลุ่มก๊าซฟลูออโรคาร์บอนต่างๆ และยังหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และชดเชยส่วนที่เหลือด้วยวิธีการที่ยั่งยืน โดยตัดกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตบางส่วนออกไป ซึ่งเป้าหมายนี้ไทยตั้งไว้ที่ปี 2608 ซึ่งระยะเวลาที่ต่างกัน 15 ปี ก็สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายที่มากขึ้นของ Net Zero นั่นเองค่ะ

ภาษีคาร์บอน: กลไกใหม่ที่ธุรกิจไทยต้องจับตา

Advertisement

เรื่องภาษีคาร์บอนเนี่ย เป็นประเด็นที่พูดถึงกันเยอะมากๆ ช่วงนี้เลยนะ ส่วนตัวฉันเองก็รู้สึกว่ามันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากๆ ในการขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจและแม้แต่พวกเราทุกคนต้องหันมาใส่ใจเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ประเทศไทยเราเองก็กำลังจะเริ่มนำร่องใช้มาตรการนี้ในปีงบประมาณ 2568 หรือก็คือตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 นี้แหละค่ะ เบื้องต้นอาจจะยังเป็นการแปลงภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่เราจ่ายอยู่แล้วให้ผูกติดกับปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมา ซึ่งในระยะแรกก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกสินค้าหรือค่าครองชีพโดยตรง แต่ในระยะยาวแล้ว เชื่อเถอะว่ามันจะเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางธุรกิจอย่างที่เราคาดไม่ถึงเลยล่ะ เพราะเป้าหมายหลักของภาษีนี้คือการสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ลองนึกภาพว่าถ้าคุณปล่อยคาร์บอนเยอะ คุณก็ต้องจ่ายภาษีเยอะ ก็ต้องหาทางลดสิคะ!

ทำความเข้าใจ “ภาษีคาร์บอน” ฉบับง่ายๆ

ภาษีคาร์บอนคือกลไกทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำหนดขึ้นเพื่อเก็บภาษีจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยทั่วไปจะมี 2 รูปแบบหลักๆ ที่พูดถึงกันคือ ภาษีคาร์บอนทางตรง คือเก็บจากปริมาณการปล่อยก๊าซที่เกิดจากการผลิตสินค้าโดยตรง ซึ่งมักจะมีอัตราภาษีที่สูงกว่า และภาษีคาร์บอนทางอ้อม คือเก็บจากปริมาณการปล่อยก๊าซตามการบริโภคสินค้าหรือบริการที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เช่น การซื้อพลังงานมาใช้ นอกจากนี้ยังมีแนวคิดเรื่องภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (Carbon Border Tax หรือ CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่จะเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงในกระบวนการผลิตจากประเทศที่ไม่มีมาตรการภาษีคาร์บอนที่เข้มแข็ง ซึ่งอันนี้แหละที่ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกต้องจับตาและเตรียมพร้อมให้ดี เพราะถ้าเราไม่มีมาตรการในประเทศที่ชัดเจน สินค้าของเราก็อาจจะเสียเปรียบในการแข่งขันได้เลยนะ

ผลกระทบต่อธุรกิจและผู้บริโภคที่ต้องเตรียมรับมือ

แน่นอนว่าภาษีคาร์บอนย่อมมีทั้งผลดีและผลกระทบที่ต้องระมัดระวัง สำหรับผลดีคือมันจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวและพลังงานหมุนเวียน สร้างงานใหม่ๆ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้น และรัฐบาลก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวต่อไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาคธุรกิจที่ยังไม่พร้อมปรับตัวอาจมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการบางอย่างเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคก็อาจจะต้องจ่ายแพงขึ้นสำหรับสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง หรือธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็อาจต้องปิดกิจการหรือลดพนักงานลงได้ นี่เป็นเรื่องที่เราต้องมองให้รอบด้านและเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ

โอกาสทองในโลกสีเขียว: ธุรกิจและพลังงานสะอาดของไทย

สำหรับฉันแล้ว วิกฤตโลกร้อนและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ไม่ได้มีแต่ด้านลบเสมอไปนะ แต่กลับเปิดประตูสู่ “โอกาสทอง” ครั้งใหญ่สำหรับประเทศไทยเลยล่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจและพลังงานสะอาด ตอนนี้ Green Economy หรือเศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้เป็นแค่เทรนด์อีกต่อไปแล้ว แต่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตเลยนะ และประเทศไทยเราก็มีศักยภาพสูงมากๆ ที่จะเติบโตในเส้นทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน การเกษตรอินทรีย์ หรือแม้แต่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สิ่งเหล่านี้กำลังจะสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศของเราอย่างมหาศาลเลยทีเดียวค่ะ ฉันเองก็ตื่นเต้นกับศักยภาพเหล่านี้มากๆ

พลังงานหมุนเวียน: อนาคตที่สดใสของไทย

ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่หลากหลายและมีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล พลังงานลม หรือแม้แต่พลังงานจากขยะ ซึ่งในปัจจุบันนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อตอบรับกับมาตรการทางการค้าต่างๆ เช่น CBAM ของยุโรป ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบพลังงานสะอาดจึงมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียวค่ะ แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน 100% ก็มีความท้าทายนะ อย่างเช่นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลม รวมถึงความมั่นคงของระบบสายส่งไฟฟ้าที่ต้องปรับปรุงให้รองรับพลังงานที่ผันผวนเหล่านี้ได้ดีขึ้น ซึ่งฉันมองว่านี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยนวัตกรรมและนโยบายที่รอบด้านเข้ามาช่วย

ธุรกิจสีเขียว: สร้างมูลค่าและความยั่งยืน

นอกจากพลังงานสะอาดแล้ว ภาคธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็กำลังมาแรงมากๆ ตัวอย่างเช่น การเกษตรอินทรีย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการอาหารปลอดภัยทั้งในและต่างประเทศ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่ใช้วัสดุย่อยสลายได้หรือรีไซเคิลได้ รวมถึงธุรกิจการจัดการขยะและรีไซเคิลที่ช่วยลดปริมาณขยะและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วยค่ะ ฉันได้เห็นหลายๆ บริษัทในไทยเริ่มปรับตัวและลงทุนในธุรกิจเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นการทำตามกระแส แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่แค่ต้นทุนหรือภาระอีกต่อไปแล้ว เพราะถ้าเราไม่ปรับตัว วันข้างหน้าเราอาจจะไม่มีใครอยากค้าขายด้วยก็ได้นะ

ภาครัฐและเอกชนไทยก้าวไกล: ความร่วมมือเพื่อโลกยั่งยืน

Advertisement

เวลาพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของภาครัฐ หรือองค์กรใหญ่ๆ เท่านั้น แต่จากที่ฉันได้ติดตามมาตลอด เห็นได้ชัดเลยว่าประเทศไทยเรามีความก้าวหน้ามากๆ ในเรื่องความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero Emissions ความร่วมมือเหล่านี้ไม่ใช่แค่การประชุมหรือลงนาม MOU แต่เป็นการลงมือทำจริงจังในหลายๆ โปรเจกต์ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างเลยนะ ฉันเองก็ภูมิใจในความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่กำลังช่วยกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศไทยของเราค่ะ

แผนงานลดก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม

ภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซฯ ประเทศไทยมีแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC Roadmap) ที่กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซฯ ลง 20-25% ภายในปี 2573 และกำลังจะยกระดับเป็น 30-40% ซึ่งหลายหน่วยงานรัฐ เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ก็ได้ผนึกกำลังกับภาคเอกชนและสมาคมต่างๆ เพื่อผลักดันมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือมาตรการทดแทนปูนเม็ดในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งสามารถลดการปล่อย CO2 ได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม การจัดการของเสียและน้ำเสียอุตสาหกรรมเพื่อนำก๊าซมีเทนกลับมาใช้ประโยชน์อีกด้วยค่ะ

การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำต้องใช้การลงทุนมหาศาล แต่ก็เป็น “การลงทุนเพื่ออนาคต” ที่คุ้มค่ามากๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างมองเห็นความจำเป็นในการลงทุนด้าน Climate Tech หรือเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปรับโครงสร้างธุรกิจสู่เศรษฐกิจสีเขียว มีการออกนโยบายส่งเสริมและมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีลดคาร์บอน นอกจากนี้ สถาบันการเงินหลายแห่งก็เริ่มให้สินเชื่อสีเขียวแก่ธุรกิจที่ดำเนินงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการได้มากๆ เลยค่ะ ฉันมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าทุกฝ่ายกำลังก้าวไปในทิศทางเดียวกันเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ

บทบาทเล็กๆ ของเรา สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ

เวลาพูดถึงเรื่องนโยบายงบประมาณคาร์บอน หรือเป้าหมาย Net Zero หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตของรัฐบาลหรือภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ฉันอยากจะบอกว่า “บทบาทเล็กๆ” ของพวกเราทุกคนนี่แหละค่ะ ที่จะรวมกันเป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ เพราะในแต่ละวัน พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราทุกคนล้วนส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การกิน การใช้พลังงานในบ้าน หรือแม้แต่การเลือกซื้อสินค้า การที่เราตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ แล้วค่ะ ลองดูสิคะว่าเราจะเริ่มจากตรงไหนได้บ้าง

เริ่มต้นที่บ้าน: ลดการใช้พลังงานง่ายๆ

탄소예산 기반 정책의 지속 가능성 평가 - **Prompt:** "A dynamic and collaborative scene depicting Thai businesses and industries transitionin...
บ้านของเรานี่แหละค่ะ คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด ลองคิดดูว่าเราเปิดไฟ เปิดแอร์ หรือเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้โดยไม่จำเป็นบ่อยแค่ไหน การปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น การปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน การถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้ การเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ประหยัดพลังงาน หรือแม้แต่การใช้หลอดไฟ LED ที่กินไฟน้อยกว่า ก็ช่วยลดการใช้พลังงานและลดค่าไฟในบ้านเราได้เยอะเลยนะ นอกจากจะช่วยลดคาร์บอนแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเราอีกด้วยค่ะ ฉันเองก็พยายามทำอยู่ทุกวัน บางทีก็ลืมบ้างแต่ก็เตือนตัวเองอยู่เสมอว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา

เดินทางอย่างชาญฉลาด: ลดรอยเท้าคาร์บอนของเรา

การเดินทางเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนเยอะมากๆ เลยนะ ถ้าเป็นไปได้ ลองหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ หรือถ้าเดินทางระยะใกล้ๆ การปั่นจักรยานหรือเดินก็เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากๆ เลยค่ะ หรือถ้าจำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว ลองพิจารณาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้เยอะเลยนะ ถึงแม้ตอนนี้ราคาอาจจะยังสูงอยู่ แต่ในระยะยาวแล้วทั้งเรื่องค่าเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษาถือว่าคุ้มค่ากว่ามากๆ เลยค่ะ ฉันเองก็ฝันอยากมีรถ EV สักคันเหมือนกันนะ!

เป็นผู้บริโภคสายกรีน: เลือกซื้ออย่างใส่ใจ

การเป็นผู้บริโภคที่มีความรับผิดชอบก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะ เวลาเลือกซื้อสินค้า ลองมองหาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากเขียว หรือสินค้าที่ใช้วัสดุรีไซเคิลและย่อยสลายได้ง่าย หรือเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ การลดการสร้างขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติก ก็เป็นสิ่งที่เราทำได้ง่ายๆ ด้วยการพกถุงผ้า แก้วน้ำส่วนตัว และหลีกเลี่ยงการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง การเลือกทานอาหารที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง เช่น ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงบ้าง แล้วหันมาทานพืชผักมากขึ้น ก็เป็นอีกทางที่ช่วยโลกได้เช่นกันค่ะ มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าทุกคนทำพร้อมๆ กัน ผลลัพธ์ที่ได้มันจะยิ่งใหญ่เกินคาดเลยล่ะ

ปรับตัวสู่เมืองคาร์บอนต่ำ: ชีวิตดีมีคุณภาพ

เคยจินตนาการถึงเมืองที่เราอยู่ไหมคะว่าจะเป็นยังไงถ้าทุกอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม? ฉันเองก็ฝันถึงเมืองแบบนั้นเหมือนกันค่ะ และมันก็ไม่ใช่แค่ความฝันนะ เพราะตอนนี้หลายเมืองในประเทศไทยกำลังเริ่มเดินหน้าพัฒนาสู่การเป็น “เมืองคาร์บอนต่ำ” กันแล้ว มันไม่ใช่แค่เรื่องการลดมลพิษ แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในเมืองให้ดีขึ้นด้วยนะ เพราะเมืองที่คาร์บอนต่ำก็มักจะเป็นเมืองที่มีอากาศบริสุทธิ์ มีพื้นที่สีเขียวเยอะ มีการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีความสุขกับการใช้ชีวิตในเมือง

Advertisement

เมืองน่าอยู่กับอากาศที่สดใส

แนวคิดเมืองคาร์บอนต่ำจะเน้นการจัดการในระดับพื้นที่เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเขตเมือง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดเลยนะ การสร้างเมืองคาร์บอนต่ำจึงไม่ได้แค่ช่วยลดโลกร้อน แต่ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศที่เราหายใจเข้าไปในแต่ละวันด้วย การมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ การปลูกต้นไม้ในเมืองเพิ่มขึ้น หรือการออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองน่าอยู่ที่มีอากาศสดใส ใครๆ ก็อยากใช้ชีวิตในเมืองแบบนี้ใช่ไหมล่ะคะ

โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวเพื่ออนาคต

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นหัวใจสำคัญของเมืองคาร์บอนต่ำค่ะ ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมและใช้พลังงานสะอาด การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในอาคารบ้านเรือนและภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่การจัดการขยะและน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ บางเมืองในไทยก็เริ่มมีการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับเมืองแล้วนะ แม้จะยังขาดการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในบางส่วน แต่การสร้างความตระหนักรู้และการปลูกฝังให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนี่แหละค่ะ ที่จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นจริงอย่างยั่งยืน

เจาะลึกกลไกตลาดคาร์บอนเครดิตในไทย: โอกาสและความท้าทาย

พอพูดถึงเรื่องการลดคาร์บอน สิ่งหนึ่งที่มักจะถูกพูดถึงควบคู่กันไปก็คือ “คาร์บอนเครดิต” ค่ะ สำหรับฉันแล้ว นี่เป็นอีกหนึ่งกลไกที่น่าสนใจมากๆ ในการจูงใจให้ภาคส่วนต่างๆ หันมาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะมันเป็นการเปลี่ยน “มลพิษ” ให้กลายเป็น “มูลค่า” ได้จริง แต่ตลาดคาร์บอนเครดิตในไทยเองก็ยังเป็นเรื่องใหม่และมีทั้งโอกาสและความท้าทายที่เราต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เลยค่ะ

คาร์บอนเครดิตคืออะไร และทำงานยังไง?

อธิบายง่ายๆ คือ คาร์บอนเครดิตเป็นเหมือน “ใบอนุญาต” ที่แสดงถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยธุรกิจหรือโครงการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซฯ ได้เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนด ก็สามารถนำส่วนที่ลดได้ไปขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้กับธุรกิจอื่นที่ไม่สามารถลดได้ตามเป้าได้ กลไกนี้ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะยิ่งลดได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคาร์บอนเครดิตไปขายได้มากเท่านั้น ซึ่งในไทยก็มีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและขึ้นทะเบียนโครงการคาร์บอนเครดิตค่ะ

โอกาสที่น่าตื่นเต้นในตลาดคาร์บอนไทย

ตลาดคาร์บอนเครดิตเปิดโอกาสให้ธุรกิจหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรมและภาคป่าไม้ อย่างที่ฉันได้เคยเห็นโครงการที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงใช้คาร์บอนเครดิตในการแก้ไขปัญหาไฟป่า ซึ่งได้ผลดีมากๆ เลยนะ เพราะมันเป็นแรงจูงใจให้ชุมชนหันมาดูแลรักษาป่าและลดการเผาป่า ทำให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังช่วยสร้างอาชีพใหม่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อีกด้วย นอกจากนี้ ธุรกิจที่ทำโครงการพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือการจัดการของเสีย ก็สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มเติมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในเวทีโลกค่ะ

ความท้าทายที่ต้องก้าวผ่าน

ถึงแม้จะมีโอกาสที่น่าสนใจ แต่ตลาดคาร์บอนเครดิตในไทยก็ยังมีความท้าทายอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ อย่างแรกคือ ต้นทุนในการดำเนินโครงการและการทวนสอบปริมาณคาร์บอนที่ลดได้ยังค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสำหรับ SME หรือโครงการขนาดเล็ก ทำให้หลายคนยังเข้าถึงได้ยาก นอกจากนี้ ความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตในประเทศก็ยังไม่มากพอ ทำให้ราคาคาร์บอนเครดิตยังไม่สูงเท่าที่ควร ซึ่งอาจจะยังไม่เป็นแรงจูงใจที่เพียงพอ ฉันคิดว่าภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนการลดต้นทุนการทวนสอบ และกระตุ้นให้เกิดความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตในประเทศมากขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยเข้ากับตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการซื้อขายข้ามประเทศได้ ซึ่งจะทำให้ตลาดคาร์บอนเครดิตของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคตค่ะ

เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย
เป้าหมาย ปีที่กำหนด รายละเอียด
ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ โดยหักล้างด้วยการดูดซับกลับคืนสู่ธรรมชาติ หรือเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทุกชนิดให้มากที่สุด และชดเชยส่วนที่เหลือด้วยวิธีการที่ยั่งยืน โดยลดการพึ่งพากลไกการชดเชยคาร์บอนเครดิต
การลดก๊าซเรือนกระจกตาม NDC พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30-40% จากระดับปกติ

บทสรุป

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน กับเรื่องราวของนโยบายงบประมาณคาร์บอนที่ฉันนำมาเล่าให้ฟังในวันนี้ หวังว่าคงจะช่วยให้ทุกคนเข้าใจภาพรวมและตระหนักถึงความสำคัญของมันมากขึ้นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Carbon Neutrality, Net Zero Emissions หรือแม้แต่ภาษีคาร์บอนที่กำลังจะเข้ามามีบทบาท สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่มันคืออนาคตของประเทศไทยและโลกของเราที่พวกเราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นและอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากๆ นะคะ การที่เราปรับตัวและมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็ล้วนมีความหมายและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่เสมอค่ะ มาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกันนะคะ!

ฉันเชื่อว่าถ้าเราทุกคนช่วยกัน ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นจากตัวเราเองในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า การเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อโลก หรือแม้แต่การเดินทางอย่างชาญฉลาด ทุกๆ การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะรวมกันเป็นพลังมหาศาลที่พาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายคาร์บอนต่ำได้อย่างแน่นอนค่ะ อย่าลืมว่าโลกใบนี้เป็นบ้านของเรา เราต้องช่วยกันดูแลรักษาให้ดีที่สุด เพื่อส่งต่ออนาคตที่ดีให้กับลูกหลานของเราต่อไปค่ะ

Advertisement

ข้อมูลน่ารู้ที่มีประโยชน์

1. หากคุณสนใจที่จะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยโลก ลองค้นหา “เครื่องมือคำนวณรอยเท้าคาร์บอนส่วนบุคคล” (Personal Carbon Footprint Calculator) บนอินเทอร์เน็ตดูนะคะ มีเว็บไซต์และแอปพลิเคชันดีๆ มากมายที่ช่วยให้เราคำนวณได้ว่ากิจกรรมในแต่ละวันของเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเท่าไหร่ จากนั้นเราจะเห็นภาพชัดขึ้นและรู้ว่าควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตรงไหนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้บ้าง ฉันเองก็เคยลองใช้แล้วนะ มันช่วยให้เราตระหนักได้จริงๆ ว่าแต่ละอย่างที่เราทำนั้นส่งผลแค่ไหน

2. สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่อยากปรับธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่าเพิ่งท้อใจไปนะคะ เพราะภาครัฐของไทยมีนโยบายและมาตรการสนับสนุนมากมาย ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการสีเขียว การยกเว้นภาษีสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด หรือแม้แต่การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ลองติดต่อหน่วยงานอย่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงพลังงาน หรือแม้แต่ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ๆ ที่มีนโยบายสินเชื่อสีเขียวดูนะคะ คุณอาจจะพบโอกาสใหม่ๆ ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจของคุณได้

3. คุณรู้หรือไม่ว่าการบริโภคอาหารก็ส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญเลยนะ โดยเฉพาะการบริโภคเนื้อสัตว์บางชนิด การหันมาบริโภคพืชผักผลไม้ให้มากขึ้น หรือเลือกทานอาหารตามฤดูกาลและอาหารที่มาจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น ก็เป็นอีกวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลด “รอยเท้าคาร์บอน” จากจานอาหารของคุณได้ นอกจากจะดีต่อโลกแล้ว ยังดีต่อสุขภาพของเราอีกด้วยค่ะ ฉันเองก็พยายามปรับการกินให้เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้นเรื่อยๆ นะ

4. การแยกขยะที่บ้านอย่างถูกวิธีก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่ะ เพราะขยะที่ถูกจัดการอย่างไม่ถูกต้องจะก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มาก การแยกขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล และขยะอันตรายออกจากกัน ทำให้การนำไปกำจัดหรือแปรรูปเป็นพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการมีถังขยะแยกประเภทในบ้านดูนะคะ

5. ในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็น “เมืองอัจฉริยะ” (Smart City) ที่เน้นการบริหารจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในหลายๆ จังหวัดของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนในเมืองดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งอากาศที่บริสุทธิ์ขึ้น การเดินทางที่สะดวกสบายด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานสะอาด และพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้น ลองติดตามข่าวสารและนโยบายการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำในพื้นที่ของคุณดูนะคะ เพื่อที่เราจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นนี้ไปพร้อมๆ กัน

สรุปประเด็นสำคัญ

ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และ Net Zero Emissions ในปี 2608 ซึ่งเป็นความท้าทายแต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสใหม่ๆ ทั้งนโยบายภาษีคาร์บอนที่จะกระตุ้นภาคธุรกิจให้ปรับตัวสู่ Green Economy และการลงทุนในพลังงานสะอาด โดยภาครัฐและเอกชนกำลังผนึกกำลังเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ ขณะเดียวกัน บทบาทของประชาชนแต่ละคนผ่านการลดการใช้พลังงาน การเดินทางอย่างยั่งยืน และการบริโภคอย่างรับผิดชอบ ก็เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการสร้างโลกที่ยั่งยืนร่วมกันค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: นโยบายงบประมาณคาร์บอนกับ Net Zero ที่ได้ยินบ่อยๆ เนี่ย มันคืออะไรกันแน่คะ แล้วไทยเราไปถึงไหนแล้ว?

ตอบ: สวัสดีค่ะ! ฉันเองก็เคยสับสนกับสองคำนี้อยู่พักใหญ่เลยค่ะ แต่พอศึกษาแล้วก็เข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกันและสำคัญกับเรามากๆ เลยนะงบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget) ลองจินตนาการง่ายๆ ว่าโลกของเรามี “โควตา” การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จำกัดค่ะ เหมือนกับเงินในกระเป๋าที่เราต้องใช้ให้พอดี เพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าถ้าเกินไปกว่านี้ โลกเราจะเผชิญกับผลกระทบรุนแรงจนแก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อยๆ นโยบายนี้ก็คือการบริหารจัดการโควตานั้นให้ดีที่สุดค่ะส่วนเรื่อง Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เนี่ย ก็เป็นเป้าหมายใหญ่ที่เราต้องไปให้ถึงค่ะ ซึ่งก่อนจะถึง Net Zero เราจะมีเป้าหมายย่อยที่เรียกว่า Carbon Neutrality หรือความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) คือการทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณที่ถูกดูดซับหรือกำจัดออกไป พูดง่ายๆ คือ ปล่อยเท่าไหร่ก็ต้องหาทางเอาออกเท่านั้น ทำให้เกิดสมดุลกันค่ะ
Net Zero Emissions (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) เป็นเป้าหมายที่เข้มข้นกว่าค่ะ คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทุกชนิด (ไม่ใช่แค่ CO2 แต่รวมถึงมีเทน ไนตรัสออกไซด์ และอื่นๆ อีกหลายชนิด) ให้เหลือน้อยที่สุด และส่วนที่เหลือจริงๆ ค่อยหาวิธีชดเชยหรือกำจัดออกไปให้หมดสำหรับประเทศไทยเราเองก็ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนเลยนะว่าจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ.
2593 (ค.ศ. 2050) และจะไปสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ.
2065) ค่ะ ถือเป็นความมุ่งมั่นที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันทำให้สำเร็จค่ะ

ถาม: แล้วนโยบายงบประมาณคาร์บอน หรือการจะไปถึง Net Zero เนี่ย มันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนธรรมดาอย่างเรายังไงบ้างคะ?

ตอบ: โห! คำถามนี้โดนใจฉันมากเลยค่ะ เพราะตอนแรกๆ ฉันเองก็กังวลนะว่าชีวิตประจำวันเราจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน แต่พอได้ศึกษาและเห็นมาตรการต่างๆ แล้ว ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด กลับเป็นโอกาสให้เราปรับตัวและได้ประโยชน์หลายอย่างเลยนะสิ่งที่ฉันสัมผัสได้และคิดว่าเพื่อนๆ ก็น่าจะเริ่มเห็นเหมือนกันก็คือเรื่องภาษีคาร์บอนและการเงิน: ตอนนี้ประเทศไทยเริ่มมีแนวคิดเก็บ “ภาษีคาร์บอน” แล้วนะคะ โดยเริ่มจากการเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่อ้างอิงปริมาณการปล่อย CO2 และกำลังจะขยายไปสู่สินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่นๆ ด้วย โดยมีอัตราเบื้องต้นอยู่ที่ 200 บาทต่อคาร์บอนเทียบเท่า ตรงนี้อาจทำให้ราคาสินค้าและบริการบางอย่าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานสูงขึ้นบ้างในอนาคต แต่ในระยะแรก รัฐบาลพยายามทำให้กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด โดยอาจเป็นการปรับโครงสร้างภาษีเดิมมากกว่าการเพิ่มภาระใหม่ทั้งหมดค่ะ อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลักคือการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการและพวกเราทุกคนหันมาประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้นค่ะ
สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น: ฉันสังเกตเห็นว่าช่วงนี้มีสินค้าและบริการ “สีเขียว” หรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมออกมาให้เลือกเยอะขึ้นมากเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่มี “ฉลากคาร์บอน” ที่บอกปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ นั่นหมายความว่าเราจะมีทางเลือกที่ดีต่อโลกมากขึ้น และธุรกิจก็จะแข่งขันกันสร้างสรรค์สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาให้เราเลือกใช้ค่ะ
โอกาส “งานสีเขียว” (Green Jobs) ที่กำลังมาแรง: เรื่องนี้ฉันตื่นเต้นเป็นพิเศษเลยค่ะ เพราะนโยบายเหล่านี้กำลังสร้างงานใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมสีเขียวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน ช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ นักวิเคราะห์ด้านความยั่งยืน หรือแม้แต่นักเกษตรอินทรีย์ ใครที่กำลังมองหางานใหม่หรืออยากพัฒนาทักษะ นี่คือโอกาสทองเลยค่ะ รัฐบาลก็พยายามสนับสนุนให้เกิดงานเหล่านี้อย่างเต็มที่ด้วยการจูงใจภาคธุรกิจให้ลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมสรุปคือ แม้จะมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วนโยบายเหล่านี้กำลังนำพาประเทศไทยไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ทำให้เรามีโลกที่น่าอยู่ขึ้นและมีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้นด้วยค่ะ

ถาม: ในฐานะคนทั่วไป เราจะสามารถมีส่วนร่วมหรือปรับตัวเพื่อช่วยโลกและรับมือนโยบายเหล่านี้ได้อย่างไรบ้างคะ?

ตอบ: ไม่ต้องรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นภาระอันยิ่งใหญ่เลยค่ะเพื่อนๆ! จากประสบการณ์ของฉันเองนะ แค่เราเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของเรา ก็ถือว่าได้ช่วยโลกไปเยอะมากแล้วค่ะ เพราะทุกการกระทำของเราส่งผลกระทบแน่นอนนี่คือ 5 เคล็ดลับง่ายๆ ที่ฉันทำอยู่และอยากชวนเพื่อนๆ มาทำตามกันค่ะลดใช้พลังงานในบ้าน: นี่คือข้อแรกๆ ที่ทำได้ง่ายและเห็นผลจริง!
เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ที่ประหยัดไฟกว่า ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน หรือตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม ฉันเองลองเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ แค่นี้ ค่าไฟลดลงแบบรู้สึกได้เลยค่ะ แถมยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนทางอ้อมจากการผลิตไฟฟ้าด้วยนะ
เดินทางแบบรักษ์โลก: ลองเปลี่ยนมาใช้ขนส่งสาธารณะ เดิน หรือปั่นจักรยานแทนการใช้รถส่วนตัวบ้างสิคะ ถ้าจำเป็นต้องใช้รถ ลองพิจารณารถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ไฮบริดในการซื้อครั้งต่อไปก็ได้นะ เพราะเดี๋ยวนี้มีตัวเลือกเยอะขึ้นมากและค่าใช้จ่ายในการใช้งานก็เริ่มคุ้มค่าแล้ว
ลดขยะให้เป็นนิสัยและรีไซเคิล: ขยะที่เราทิ้งไปเป็นต้นเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายของเสีย การแยกขยะอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ขยะถูกนำไปรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น ลดการเกิดขยะใหม่ และฉันเองก็พยายามพกถุงผ้า แก้วน้ำส่วนตัว และกล่องข้าวเวลาไปซื้อของหรืออาหาร เพื่อลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งค่ะ
เลือกซื้อสินค้าที่มี “ฉลากคาร์บอน”: ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่มี “ฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์” หรือ “ฉลากลดโลกร้อน” กำกับอยู่ ฉลากเหล่านี้ช่วยให้เรารู้ว่าสินค้าชิ้นไหนมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ากัน การที่เราเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ก็เท่ากับเป็นการสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และกระตุ้นให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ ปรับตัวตามไปด้วยค่ะ
ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้หรือสนับสนุนโครงการลดคาร์บอน: การปลูกต้นไม้เป็นวิธีที่ธรรมชาติใช้ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดีที่สุดเลยค่ะ หรือถ้าเพื่อนๆ อยากลองสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ก็สามารถทำได้ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) พัฒนาขึ้นมาก็ได้นะ ทุกการมีส่วนร่วมของเรา ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็ถือเป็นพลังสำคัญในการสร้างโลกที่ยั่งยืนได้จริงค่ะ

📚 อ้างอิง

Advertisement